เมื่อถึงขั้นตอนที่เราอยากจะออกแบบ หรือวาดแบบขึ้นมา สิ่งสำคัญแรกๆ รองจากไอเดีย และภาพในหัว ก็คือ ‘พื้นที่’ ของเรานี่แหละครับ เพราะการที่จะเอาภาพในหัวเราไปสร้างให้เกิดขึ้นจริง ต้องรู้ว่า พื้นที่ที่เรามีสามารถทำตามแบบได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบภายใน ต้องคำนึงถึงขนาดเฟอร์นิเจอร์ที่จะนำมาวาง เมื่อซื้อมาแล้ว จะวางได้ไหม หรือแม้กระทั่งที่ดิน ก่อนจะเริ่มทำอะไร ก็ควรรู้ขนาดทั้งหมดก่อนใช่ไหมล่ะครับ ดังนั้นวันนี้ มิไรเลยจะขอนำเสนอ How to + เครื่องไม้เครื่องมือ ที่จะมาช่วยเราวัดพื้นที่เบื้องต้น ทั้งวัดไว้ออกแบบเอง หรือวัดให้ซัพพลายเออร์ตีราคาก็ตาม เอาล่ะเรามาเริ่มดูกันเลยครับ
เครื่องมือวัด ระดับพื้นฐาน
ตัวเลือกนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุด ในการวัดพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งจริงๆ ก็คือวิธีที่ทุกท่านน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วนี่แหละครับ ก็เพราะใช้แค่ กระดาษ ดินสอ-ปากกา ตลับเมตร + ไม้สเกล

1.1 ตลับเมตร
สำคัญที่สุดที่ต้องมีเลยก็คือ ‘ตลับเมตร’ ครับ เนื่องจากเราคงไม่มีความอดทนพอสำหรับใช้ไม้บรรทัดวัดความยาวผนังได้ ดังนั้นตลับเมตร ยังไงก็ต้องมีครับ
แต่ว่าตลับเมตรมันก็มีหลายแบบ จะใช้แบบไหนดีล่ะ?

สำหรับงานตกแต่งภายใน ขอแนะนำว่า ให้เลือกใช้เป็นขนาด 3เมตร เป็นแบบสายวัดแข็งนะครับ ถ้าแบบอ่อนส่วนมากจะใช้ในงานตัดเย็บมากกว่า (และควรเลือกแบบที่มันมีตัวล็อคสายดีๆ นะครับ ไม่งั้นเจ็บตัวได้ง่ายๆ) เนื่องจากบ้านทั่วไป ความสูงฝ้าเพดานจะมากกว่า 2 เมตร อยู่แล้ว หรือจะใช้เป็นตัว 5เมตร ก็ได้นะครับ แต่มันก็จะมีความยาวและหนักมากกว่า ถ้าต้องวัดอะไรยาวๆ แนะนำใช้เป็น เลเซอร์วัด จะดีกว่าครับ (จะพูดในหมวดข้อต่อไป)

เทคนิคการใช้ตลับเมตร รู้ไว้ ใช้ได้ (แล้วเท่ด้วย)
1. หัวตลับเมตร ถ้าเป็นแบบรุ่นดีๆ เค้าจะมีการติดแม่เหล็กเอาไว้ให้สามารถตึดกับวัตถุที่เป็นโลหะได้ ถ้าในพื้นที่มีคานเหล็กก็เอาไปติดวัดได้สะดวกเลย
2. ตัวหัวเกี่ยว เวลาใช้วัดคนเดียวก็จะง่ายหน่อย เพราะช่วยล็อคสายตลับเมตรได้ดีเลยนะ

3. ถ้าอยากวัดของสูงๆ เช่นประตู-หน้าต่าง จะวัดอย่างไร? ง่ายๆ เลยครับ แค่หันหัวตลับเมตรลงพื้น แล้วเริ่มวัดจากพื้น โดยใช้เท้าของเราช่วยล็อค และค่อยๆ ดันสายตลับเมตรขึ้นไปแนบตามผนัง (ดูรูปประกอบ) แบบนี้จะสามารถวัดระยะได้ง่ายกว่า การเขย่งวัดด้านบนเองแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การใช้ตลับเมตรต้องระวังนะครับ เวลาดึงให้ใช้นิ้วล็อคไว้ พอได้ตำแหน่งที่ต้องการ ก็ให้ทำการล็อคแน่นๆ หากล็อคหลุดให้รีบปล่อยมือออกจากตลับเมตรนะครับ เพราะถ้านิ้วยื่นไปตอนสายกำลังดึงกลับจะบาดเจ็บได้
1.2 กระดาษ
อีกข้อที่หลายคนอาจจะ อ้าว ก็กระดาษเอาไว้เขียนไง ต้องลงดีเทลด้วยหรอ แต่รอฟังก่อนนะครับ
กระดาษ นอกจากกระดาษรีไซเคิลนั้น กระดาษที่จดผังต่างๆ ดีมากเลย คือ ‘กระดาษที่มีเส้น Grid’ หรือ ตาราง เพราะเราสามารถวาดระยะลงไปแบบเข้าสเกล หรือมีสัดส่วนได้ง่าย เช่น เราวัดผนังมาได้ 3 เมตร เราก็ลากเส้นไป 3 ช่อง เท่านี้ระยะต่างๆ พอวัดแล้วจะได้บรรจบกันได้พอดีครับ (ท่านใดถ้าเคยลองวัดแบบไม่เข้าสเกล แล้วจะพอทราบว่า วัดไปวัดมา เส้นที่เราวาดจะดูสัดส่วนเพี้ยนๆ ชอบกล)

กระดาษเส้น Grid เราสามารถหาได้ตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเขียนได้ทั่วไปครับ หาแบบราคาพอดีๆ ที่เปิดง่ายๆ จะได้จดง่ายครับ
(จริงๆ กระดาษตัวนี้ ใช้ออกแบบก็ง่ายมากอีกด้วยเช่นกัน สถาปนิกหลายคนก็เลือกใช้กระดาษ Grid สเกทช์แบบกันครับ)
1.3 ดินสอ-ปากกา
มาถึงข้อนี้หลายท่านอาจจะงงว่า จะมีอะไร แค่ดินสอปากกาเอาไว้จด แต่จะบอกอย่างนี้ครับ เวลาเราจดพวกบันทึกระยะต่างๆ นอกจากระยะผนังแล้ว ระยะงานระบบต่างๆ ก็สำคัญครับ เช่น งานระบบปลั๊กไฟ กล่องไฟ หรือ ดวงโคมไฟบนฝ้า ต่างๆ รวมไปถึงสิ่งอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือระยะผนังต่างๆ ที่เราจะวัด เราเลยอยากแนะนำว่า ในการจดวัดขนาดห้อง หรือที่ดิน ควรพกปากกา หรือดินสอ ไปอย่างน้อยสัก 2 สีครับ เพื่อที่เราจะสามารถระบุ ความแตกต่าง เพื่อที่จะไม่สับสนในภายหลัง เพราะเส้นตีกัน (ปากกาแบบลบได้ก็สะดวกดีนะครับ)

1.4 ไม้สเกล

อุปกรณ์ชิ้นนี้ ถ้าท่านใดไม่ได้ข้องเกี่ยวกับงานที่ต้องใช้สัดส่วนต่างๆ เช่น สถาปนิก วิศวะ งานช่าง คิดว่าคงไม่ได้มีโอกาสได้ใช้เลยครับ โดยส่วนมากเราจะพบเจ้าไม้สเกลในรูปแท่งสามเหลี่ยม ที่ทำให้นึกถึงช็อกโกแลตยี่ห้อหนึ่งเสมอตอนใช้งาน 🤣 ซึ่งเขาทำให้มันมีหลายเหลี่ยม จะได้มีหน้าสเกลใช้ได้หลากหลายครับ อีกแบบก็จะเป็นรูปแบบใบพัด แต่ไม่ค่อยนิยมในหมู่คนวาดเขียนแบบเท่าไหร่ เพราะมันมักจะอ่อนและใช้ทาบอะไรลำบาก แต่พกพาง่ายดีครับ

ส่วนมากถ้าวัดพื้นที่ทั่วๆ ไปเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้เจ้าไม้สเกลก็ได้ครับ แต่มันจะสำคัญก็ต่อเมื่อ เราต้องการให้รูปที่เราวาด มันสัมพันธ์จริงๆ กับพื้นที่จริง โดยเฉพาะเรามีพื้นที่ใหญ่มาก แต่กระดาษจดเล็ก ไม้สเกลก็จะช่วยย่อขนาดลงมาโดยที่สัดส่วนไม่เสียครับ ซึ่งคนทั่วไป ส่วนมากถ้าพกไว้ ก็จะมักเอาไว้วัดแบบก่อสร้างที่มีมากกว่า การใช้ไม้สเกลก็จะไม่มีอันตรายเท่ากับตลับเมตร แต่อย่าเผลอวางไว้บนพื้นขวางทางเดินเชียวนะครับ เพราะถ้าเหยียบลงไป หรือเผลอนั่งทับนี่ เจ็บใช่เล่นเลยล่ะครับ (โดนมาแล้ว)

เครื่องมือวัด ระดับพัฒนา
ในบางพื้นที่ เครื่องมือวัดพื้นฐานทั่วไป อาจจะไม่สามารถวัดพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น ระยะยาว ระยะสูงเกินเอื้อม หรือระยะที่วัดยาก เขาก็เลยทำเครื่องมือสำหรับมืออาชีพขึ้นมาครับ ส่วนเครื่องมือที่จะนำมาเสนอวันนี้ ก็จะเป็นเครื่องมือที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนะครับ (แต่มีแล้วจะดูโปรขึ้นมาแน่นอน) ได้แก่ เลเซอร์วัดระยะ และ เครื่องวัดอัจฉริยะ
(รูปเลเซอร์ที่ใช้ในนี้จะได้มาจากแหล่งอื่นนะครับ เนื่องจากเลเซอร์ที่เราใช้มา 5ปี เสียพอดี) 😥
2.1 เลเซอร์วัดระยะ

เครื่องเลเซอร์วัดระยะ ถือว่า กำเนิดมาเพื่อความสะดวกสบายของสายช่าง สถาปนิก และวิศวกร ทุกท่านเลยครับ เพราะว่าเพียงเรายิงเลเซอร์ใส่ผนังที่ยาวมากๆ หรือฝ้าเพดาน ที่เราไม่สามารถเอื้อมไปวัดได้ แค่กดปิ๊ปเดียวเท่านั้น ระยะทางก็จะถูกวัดออกมาในเสี้ยววินาที เรียกได้ว่าประหยัดเวลาไปได้หลายเท่าตัวเลย
ถ้าพูดถึงหลักการทำงานของมัน จะขอพูดคร่าวๆ เท่าที่ทราบละกันครับ (เพราะไม่ได้มีความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์มากขนาดนั้น) ตัวเลเซอร์ตอนเรากดยิงแสงออกไป เค้าจะยิงลำแสงไปหาวัตถุครับ แล้วตัวเครื่องเนี่ยก็จะตรวจจับการสะท้อน และคำนวณระยะทางโดยใช้เวลาการเคลื่อนที่ของแสงนั่นเองครับ
ตัวเครื่องเลเซอร์ถ้าดูตามทั่วไป จะมีอยู่หลายเรทราคาด้วยกัน ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ ทั้งวัสดุตัวเครื่อง แบรนด์ ความสามารถในการวัด และ ฟังชั่นในการทำงาน (เช่น บางเครื่องสามารถวัดได้หลายแบบ แบบReal-time วัดความลาดชัน วัดคำนวณระยะจากแส้นทแยงมุม หรือมีระบบเชื่อมบลูทูธบันทึกในสมาร์ทโฟนได้ เป็นต้น)

หลักๆ ที่เราดูกัน เราจะดูจำนวนระยะทางที่เครื่องสามารถวัดได้ครับ ตัวที่ผมแนะนำ จะเป็นตัวที่สามารถวัดระยะทางซัก 20-50 เมตร (ถ้าวัดภายนอกก็ยาวหน่อย ถ้าใช้ภายในก็ไม่ต้องเยอะมาก) จะกำลังดีครับ แบบระยะไกลมากๆ เราคงไม่ได้ใช้กัน แถมราคาจะแพงขึ้นอีกต่างหากครับ
วิธีใช้เลเซอร์วัดระยะ
ส่วนมากเครื่องวัดเลเซอร์จะถูกออกแบบมาเป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเล็กๆ วิธีวัดก็คือ ให้เราเอาท้ายของเครื่อง ไปวางหรือแนบ ตรงส่วนปลายของสิ่งของ/ ผนังที่เราจะวัดครับ โดยเครื่องจะรวมระยะตัวเครื่องรวมเอาไว้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยากวัดความสูงฝ้า ก็ให้ตั้งเครื่องไว้กับพื้นเลย เครื่องจะวัดระยะของแสงเลเซอร์ แล้วบวกระยะความสูงของตัวเครื่องเข้ามาให้เลย (บางรุ่นก็มีฟังชั่นให้สลับมาใช้วัดระยะจากหัวเครื่องด้วยนะครับ)

ข้อจำกัดของเลเซอร์คือ ยิ่งไกลก็จะยิ่งวัดยาก ต้องมือนิ่งหน่อยครับ และ เลเซอร์จะมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อเราใช้ในพื้นที่สว่างมากๆ หรือมีฝุ่นละอองบังการสะท้อนของแสงครับ ดังนั้นเราจะวัดระยะภายนอกของบ้านตอนแดดจ้า แทบไม่ได้เลยครับ
2.2 เครื่องวัดอัจฉริยะ

ตัวอุปกรณ์นี้ตอนผมเห็นครั้งแรก ก็รู้สึกเฉยๆ นะครับ เพราะมันเป็นแบบดิจิตอลต้องชาร์จเรื่อยๆ แต่พอเห็นประโยชน์จริงๆ ของมันก็รู้สึกว้าวขึ้นมาบ้างครับ หลักการทำงานของมันก็คือ ตัวเครื่องจะมีตัววงล้ออยู่ที่ด้านหนึ่ง เวลาวัดก็ให้เราไถตัวเครื่องให้ล้อมันกลิ้ง เหมือนเราไถรถของเล่นเลยครับ แล้วตัวเครื่องก็จะวัดระยะไปด้วยจนกว่าเราจะกดหยุด
ทีนี้ขอดีของมันนอกจาก พกพาสะดวกสบาย และดูเก๋ แล้ว ข้อดีจริงๆของมันเลยก็คือว่า มันสามารถนำมาวัดระยะเส้นโค้งต่างๆ แบบที่อุปกรณ์อื่นไม่สามารถวัดได้ หรือวัดลำบาก ได้ครับ ตัวอย่างเช่น เส้นรอบวงของเสากลม หรือผนังโค้ง เป็นต้น ซึ่งหากวัดได้บางทีก็จะช่วยเราคำนวนจำนวนขนาดอุปกรณ์แต่งบ้านได้ในบางโอกาส
อย่างไรก็ตามข้อเสียของมันคือ มันไม่ค่อยเที่ยงตรง และการจะวัดแต่ละจุดก็ต้องมั่นใจระดับหนึ่งว่า มือเราไถเจ้าเครื่องวัดนี้เป็นเส้นตรง หรือขนาน กับระยะที่จะวัดจริงหรือเปล่า
เครื่องมือวัด ระดับแอดวานซ์
มากันถึงในระดับสุดท้าย เครื่องมือวัดระดับแอดวานซ์นี้ จะยกระดับเทคนิคไปอีกสเต็ปเลย แต่มันก็ช่วยทุ่นเวลาได้ดีทีเดียวเลยนะครับ ถึงแม้ว่าระยะต่างๆ ที่ได้มาอาจจะไม่ตรงบ้าง แต่ก็สามารถทำให้เรารู้ระยะ และวางแผนคร่าวๆ แบบไม่เสียเวลาได้ครับ จะมีอะไรบ้างไปดูกันต่อกันเลยครับ
3.1 วัดผังโฉนดที่ดินด้วย GPS
หากพูดถึงการวัดพื้นที่ดินแล้ว หลายท่านอาจจะนึกถึงการทำรางวัด การตากแดด วัดระยะยาวๆ เครื่องมือเยอะแยะ แต่ยังมีอีกวิธีง่ายๆ แค่นั่งเฉยๆ เปิดคอม หรือสมาร์ทโฟนขึ้นมา เราก็สามารถรู้ระยะคร่าวๆ ของพื้นที่ได้แล้ว
ด้วยระบบ GPS ทำให้เราสามารถวัดระยะของพื้นที่จาก ภาพที่ถ่ายทางอากาศจากดาวเทียมได้ โดยปัจจุบันก็มีหลายแอปพลิเคชั่นที่ให้บริการ สามารถค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยการ สืบค้น คีย์เวิร์ด “วัดโฉนดที่ดิน GPS” ได้เลยครับ ส่วนวันนี้เราจะมาแนะนำการใช้งานการวัดระยะที่ดิน ที่น่าจะสะดวกสบายและมีข้อมูลครบครับ สำหรับพื้นที่ดินในประเทศไทย ซึ่งเป็นระบบจากกรมที่ดินเองเลยครับ
สิ่งทีต้องทำคือ เข้าเว็บไซต์ https://landsmaps.dol.go.th/ (จริงๆ แอปพลิเคชัน บนสมาร์ทโฟนก็มี แต่ใช้บนคอมพิวเตอร์จะสะดวกกว่า)
เมื่อเข้ามาจะเห็นแผนที่แบบใหญ่ๆ ถ้าเราซูมหาตำแหน่งก็จะได้รูปตามภาพด้านล่าง หน้าตาอินเตอร์เฟสก็ดูใช้งานง่ายดี ถ้าเรามีหมายเลขโฉนด แล้วจะยิ่งสืบค้นได้ง่ายเลย แต่หากไม่มีก็ต้องซูมหากันเอาครับ

เราสามารถปรับเปลี่ยนเป็นภาพ Google maps และทางเว็บไซต์จะแสดงเส้นแบ่งเขตที่ดิน แบ่งมาให้เลย (กดที่แถบเมนูขวาบน)

เมื่อเรากรอกเลขที่โฉนดครบ ถูกต้อง ตำแหน่งพื้นที่ดินก็จะปรากฎขึ้นมา ตามภาพด้านล่าง พร้อมรายละเอียดที่ค่อนข้างครบครันเลยทีเดียว

อีกทั้งระบบยังเชื่อมต่อกับ Google Street View ทำให้เราสามารถกดดูรูปถ่ายจริงของรอบๆพื้นที่ได้อีกด้วย

โดยการวัดระยะต่างๆ ด้วยตัวเอง เราสามารถกดที่แถบวาดรูป ด้านซ้ายล่าง หากต้องการวาดเส้นปกติ ให้เลือกที่ดินสอ แล้วมากดลากเส้นบนแผนที่ กดคลิกทีเดียวที่จุดหนึ่ง และคลิกอีกที่ ไม่ต้องคลิกค้างนะครับ
ระบบก็จะวาดเส้นพร้อมแสดงระยะทางมาให้เลย และพิเศษคือ ถ้าเราลากเส้นครบพื้นที่ปิดจุดเริ่มต้นแล้ว ก็จะมีแสดงระยะรวมให้เราด้วย

ถือว่าการวัดโดยใช้ระบบนี้ ทำได้ง่าย และไม่เปลืองแรงเลยครับ แต่อย่างไรก็ตามหากต้องการก่อสร้างจริงจัง ควรจะทำการรางวัดโฉนดอีกครั้งนะครับ
3.2 วัดระยะห้องด้วยเทคโนโลยี AR
AR หรือ Augmented Reality เป็นเทคโนโลยี ที่หลายๆ ท่านอาจจะได้เห็นและลองใช้กันมาบ้าง สรุปสั้นๆ เทคโนโลยีนี้คือการผสานโลกจริง(ภาพถ่ายวิดีโอ) เข้ากับโลกเสมือนจริง ที่ถูกสร้างโดยโปรแกรมต่างๆ ทำให้เราสามารถใช้เพียงสมาร์ทโฟนที่มีกล้อง ก็สามารถถ่ายและวัดระยะจากระบบของโปรแกรมนั้นได้
จากที่เคยลองใช้ ก็รู้สึกว่ามันก็ว้าว ดูน่าตื่นตาตื่นใจ และดูง่ายสำหรับคนทั่วไปดีครับ วันนี้เลยขอนำตัวอย่างแอปฯหนึ่งมากฝากครับ แอปฯนี้ ชื่อว่า Magic Plan ครับ

แอปฯ ตัวนี้ เราจะสามารถนำมือถือ หรือแท็ปเลตที่มีกล้องมาเล็ง โดยใช้หลักการ snap จุดมุมหนึ่ง ไปยังอีกมุมหนึ่ง และโปรแกรมจะทำการคำนวนระยะทางจากภาพขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แถมเรายังสามารถเลือกใส่รายละเอียดต่างๆ ได้ เช่น ระบุว่าเป็น ประตู หน้าต่าง เป็นต้น

เมื่อเราลากพื้นที่ครบแล้ว โปรแกรมก็จะสรุปสิ่งที่เราวัด ออกมาในรูปแบบ ผังแปลน ที่เป็นระเบียบ และสวยงามโดยอัตโนมัติเลย อีกทั้งเรายังสามารถเลือกใส่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ และปรับเปลี่ยนระยะภายหลังได้ด้วย


อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ AR เป็นการวัดจากภาพ ข้อจำกัดของมันคือ ความเที่ยงตรง โดยเฉพาะห้องที่มีเหลี่ยมมุม และมีเฟอร์นิเจอร์ซ้อนอยู่มาก การวัดด้วยระบบ AR จึงทำให้ยากต่อการได้ระยะจริงๆ ของพื้นที่ แต่การวัดรูปแบบนี่ก็เหมาะกับเจ้าของคอนโดใหม่ ที่มีห้องโล่งๆ และต้องการทำผังเบื้องต้นออกมา เพื่อลองวางผังเฟอร์นิเจอร์
ไม่ว่าจะเป็นการวัดแบบไหน เราก็คงต้องมองกลับมาว่าจุดประสงค์ของเราคืออะไร ถ้าวัดเอาเที่ยงตรงก็คงต้องใช้การวัดแบบมาตรฐาน แต่หากวัดเป็นไอเดีย ก็มีเครื่องมือตัวเลือกให้ใช้ต่างออกไป ซึ่งสมัยนี้ทางผู้พัฒนาโปรแกรมก็ได้ทำการพัฒนาเทคนิคต่างๆ อยู่เสมอ หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นเทคโนโลยีการวัดระยะที่สุดยอด และสะดวกสบายกว่านี้กันนะครับ 😊








Leave a Review