เชื่อว่าหลายท่าน หากถึงเวลาที่เหมาะสม ก็คงอยากมีบ้าน มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านใหม่ รีโนเวทบ้าน หรือซื้อบ้านจัดสรรมาแต่งเพิ่มเติมเอง เมื่อถึงคราวนั้น หลายท่าน มักจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า เราจะเริ่มสร้างบ้านอย่างไรดี? ยิ่งหากถ้าท่านใด ไม่มีคนใกล้ตัวที่มีประสบการณ์แล้วก็อาจจะวิตกกังวลมากขึ้นไปอีก ดังนั้นทางเราจึงอยากมาเล่าประสบการณ์ เกี่ยวกับการสร้างบ้าน ในขั้นตอนต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับท่านที่กำลังอยากจะสร้างบ้านให้ได้ฟังกันครับ

1. รู้จักตัวเอง และผู้อยู่อาศัย
การใช้สอย
ก่อนอื่น เราควรหาเวลาว่างสบายๆ ตั้งคำถามกับตัวเอง โดยเริ่มจาก “การใช้สอย” ว่าในบ้านเรา อยากจะมีอะไรบ้าง อะไรคือส่วนที่สำคัญขาดไม่ได้ กิจวัตรประจำวันของเราและคนที่จะอยู่ด้วยกัน มีอะไรที่ต้องการพื้นที่รองรับเป็นพิเศษหรือไม่ ตัวอย่างเช่น เจ้าของบ้านเป็นทันตแพทย์ จึงใส่ใจในเรื่องความสะอาด ต้องการโซนที่แบ่งเป็นโซนสะอาดที่ต้องมีการชำระฆ่าเชื้อก่อนจึงเข้ามานั่งเล่นได้ เป็นต้น (ตัวอย่างจากประสบการณ์ออกแบบจริง)
พอเราแยกความต้องการหลักๆ มาแล้ว เช่นว่า ต้องมีโซนที่ใส่รองเท้า โซนนั่งเล่น ออกกำลังกาย บาร์เตรียมอาหาร ฯลฯ เราก็ค่อยมาลงรายละเอียดอีกทีว่าแต่ละจุดต้องมีอะไรบ้าง มีขนาดไหน เช่น เก็บรองเท้าประมาณกี่คู่ นั่งเล่นต้องมีโซฟาแบบไหน ที่ออกกำลังกายเราจะตั้งเครื่องอะไร เป็นต้น เหล่านี้จะทำให้เราเห็นภาพไอเดียชัดเจนขึ้นว่า ส่วนไหนจะมีรูปร่างหน้าตา ขนาด ประมาณใด อันไหนอยู่ก่อน หรืออยู่หลัง

รูปแบบ หรือสไตล์
หลังจากที่เราเรียบเรียงการใช้สอยที่ต้องการเสร็จแล้ว ต่อมาจะเป็นเรื่องของสไตล์ หรือรูปแบบการตกแต่ง หากมีสไตล์ที่ชอบ และรู้จักอยู่แล้วก็ง่ายเลยครับ แต่หากยังไม่มีอาจจะลองสืบค้นหาสไตล์การออกแบบต่างๆ เพื่อหาชื่อสไตล์ที่เราสนใจ และพอเราได้คีย์เวิร์ดของสไตล์นั้น แล้วเราก็สามารถนำมาหาไอเดียต่อได้อีก วิธีง่ายๆ ที่แนะนำคือ การค้นหาภาพสวยๆ จาก Pinterest ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มรวบรวม รูปภาพ ไอเดีย สวยๆ ไว้มากมาย การใช้งานก็ไม่ยากเลย หากท่านใดไม่เคยใช้ ลองมาอ่าน บทความ ‘หาไอเดียแต่งบ้านด้วย Pinterest สวย ชัด ง่ายกว่าที่คิด’ นี้ดูได้เลยครับ
ถ้าให้ดี เพื่อให้เห็นภาพหน้าตาของบ้านเราชัดขึ้น เราควรแบ่งเป็นส่วนๆ เลยว่า ห้องนี้อยากให้หน้าตาเป็นประมาณภาพแบบไหน ซึ่งเวลาถ้าเราไปหาคนออกแบบ หรือก่อสร้าง เขาก็จะถามว่าเรามี Reference หรือ ภาพในหัวไหมว่าต้องการแบบไหน ซึ่งภาพเหล่านี้จะทำให้เรา และฝ่ายออกแบบก่อสร้าง สื่อสารกันได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการรวบรวม ให้เราจัดหมวดหมู่ภาพตามจุดต่างๆ รวมไว้ด้วยกัน อาจจะใช้โปรแกรมช่วยเช่น Word, Power Point หรืออื่นๆ ตามสะดวก

2. กำหนดงบประมาณ
สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “งบประมาณ” เราควรตั้งงบประมาณเอาไว้ โดยควรแบ่งงบเป็น 3ส่วน ได้แก่
1) งานโครงสร้าง ต่อเติม: งานก่อสร้างเปียกต่างๆ เช่น ลงเสาเข็ม หล่อปูน โครงสร้างบ้านต่างๆ
2) งานตกแต่งภายใน และบิ้ลท์อินต่างๆ: เช่น ตู้เสื้อผ้า เคาน์เตอร์ครัว ฯลฯ
3) เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
หลายๆ ท่านอาจจะเกิดคำถามต่ออีกว่า แล้วเราจะตั้งงบอย่างไร ถ้าเกิดไม่ทราบว่าที่เราจะสร้างมันจะราคาประมาณไหน? ดังนั้นเราเลยมีทริคการประมาณเบื้องต้นมาให้ลองประมาณดูกันก่อนครับ (หลักนี้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว และเป็นราคาในแถบกรุงเทพฯ เท่านั้น ใช้เพื่อประเมินอ้างอิงในเบื้องต้น)
งบประมาณงานโครงสร้าง
-บ้านหลังเล็ก โครงสร้างไม่ซับซ้อน = 10,000-12,000 ต่อตารางเมตร
-บ้านขนาดกลาง โครงสร้างไม่ซับซ้อน = 15,000-18,000 ต่อตารางเมตร
-บ้านขนาดกลาง โครงสร้างซับซ้อน / บ้านขนาดใหญ่ = 20,000-25,000 ต่อตารางเมตร
-บ้านขนาดใหญ่ขึ้นไป = มากกว่า 28,000 ต่อตารางเมตร
(ราคางานโครงสร้างหลัก+พื้น+ฝ้า+ประตู หน้าต่าง+ห้องน้ำ)
หรือ สามารถอ้างอิงจากราคากลางก่อสร้างจาก มูลนิธิประเมินค่า-นายหน้าแห่งประเทศไทย
งบประมาณงานตกแต่งภายใน และบิลท์อิน
งานบิลท์อินจะขึ้นอยู่กับ สไตล์ จำนวน และวัสดุที่ใช้เป็นหลัก ดังนั้นราคาจึงประมาณได้ ค่อนข้างยาก หากต้องการทราบราคาที่ชัดเจนควรจะมีแบบ ให้ทางผู้ก่อสร้างเสนอราคาให้อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามหากต้องที่จะประมาณราคาคร่าวๆ ไว้ก่อน ก็สามารถลองนำแนวทางนี้ไปใช้ได้ครับ
1) ตกแต่งแบบมินิมอล เรียบๆ บิ้ลท์อินน้อย วัสดุน้อย = 8,000-15,000 ต่อตารางเมตร
2) ตกแต่งแบบโมเดิร์น เรียบๆ มีวัสดุหรูหราเล็กน้อย มีบิลท์อินเพิ่มขึ้นมา = 15,000+ ต่อตารางเมตร
3) ตกแต่งแบบหรูหรา มีดีเทลกระจก โลหะ หรือวัสดุราคาแพง ในงานมาก = 25,000+ ต่อตารางเมตร
(สามารถดูรูปประกอบได้จากด้านล่าง)

อีกอย่างที่ต้องตั้งไว้คือ “เวลา” อยากเริ่มสร้างวันไหน ได้เข้าใช้งานวันไหน เพื่อใช้กำหนดและสื่อสารให้ฝ่ายต่างๆ ได้เข้าใจมากขึ้น โดยเบื้องต้น ระยะเวลาก่อสร้างบ้านจะอยู่ที่ ตั้งแต่ 8 เดือน(เร็วมาก) จนถึง 18 เดือน และงานตกแต่งภายใน 2 เดือนขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่) โดยปกติจะจบภายในไม่เกิน เฉลี่ย 4-5 เดือน
3. ตัดสินใจ ว่าจ้าง และก่อสร้าง
หลังจากที่เราได้เตรียมทั้ง ความต้องการทั้งด้านการใช้สอย รูปแบบสไตล์ และงบประมาณ เวลา แล้วก็ถึงเวลาที่เราจะก้าวไปอีกขั้นในคือ “การตัดสินใจเริ่มว่าจ้าง” โดยทั่วไปเจ้าของบ้านจะมีทางเลือกหลัก 3 ทางดังนี้
1.ดำเนินการ ออกแบบ ว่าจ้างเองหมด
ทางเลือกนี้เจ้าของบ้าน อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย เนื่องจากต้องเป็นคนดำเนินเรื่องเองทั้งหมด โดยเริ่มจากออกแบบเอง หรือไปหาแบบสำเร็จรูปมา ซึ่งแบบสำเร็จรูปก็มีแบบฟรีด้วย โดยที่เราสามารถขอจากทางเขตได้ และให้ทางผู้รับเหมาปรับให้เข้ากับพื้นที่ภายหลัง ทั้งนี้เจ้าของบ้านจะต้องดำเนินการยื่นขออนุญาตก่อสร้างบ้านด้วยตัวเองเช่นกัน สามารถศึกษาขั้นตอนได้จากเว็ปไซท์เขตที่ทุกท่านอยู่ได้เลยครับ (ให้ค้นหา “โยธา เขต<ชื่อเขตที่คุณอาศัย>” จะพบหน้าเว็ปไซท์ของเขต และให้คลิกดูข้อมูลที่ เอกสาร ข.1 ได้เลยครับ)

ข้อดี
-ประหยัด และมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด (หากงานไม่มีปัญหา)
-สามารถควบคุมงานได้ด้วยตัวเองทุกจุด
ข้อเสีย
-แบบที่นำมาก่อสร้าง อาจเกิดปัญหาได้ หรือไม่เหมาะสมต่อพื้นที่ เช่น มีผนังทึบในด้านที่ต้องรับลม ไม่มีชายคาด้านทิศใต้ทำให้บ้านร้อน
-อาจไม่ได้ตามแบบที่เราคิดไว้ก่อนหน้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านแบบสำเร็จรูป
-ต้องมีเวลาตรวจงานโดยละเอียด และควรมีความรู้ในด้านการก่อสร้างระดับหนึ่ง หรือมีคนให้คำปรึกษา (ในกรณีหากผู้รับเหมาทำงานไม่ได้มาตรฐาน)
-ต้องบริหารเวลา และบริหารช่างชุดต่างๆ ต้องติดต่อหลายคน (ในกรณีจ้างช่างแยกเป็นส่วน)
2.จ้างคนออกแบบ พร้อมก่อสร้าง
การจ้างออกแบบและก่อสร้างเลยในบริษัทเดียวกัน ในทางวงการก่อสร้างจะเรียกว่า การว่าจ้างบริษัท Turn Key หรือ Design Build หมายถึงบริษัทที่ออกแบบเป็นคนดำเนินการก่อสร้างด้วยในตัว ทำให้ผู้ว่าจ้าง ไม่ต้องไปจ้าง Supplier หลายที่ คุยงานกับแค่คนดูแลเพียงคนเดียวได้ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้าง หลายๆ ที่ก็มักนิยมผันตัวมาให้บริการออกแบบ พร้อมก่อสร้างเลยกันมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ทางลูกค้า

ข้อดี
-ประหยัดเวลาคุย การยืนยันแบบต่างๆ ไม่ต้องแยกจ้างหลายฝ่าย และไม่ต้องทำสัญญาหลายฉบับ
-งานมักดำเนินการได้เร็วกว่าแบบอื่นๆ
-สามารถคุมงบประมาณได้ เนื่องจากผู้รับเหมาต้องบริหารงบประมาณให้อยู่ภายในงบที่ตั้งไว้
ข้อเสีย
-ผู้ว่าจ้างต้องตรวจสอบสัญญาให้ดีก่อนเริ่มว่าจ้าง โดยเฉพาะขั้นตอนการจ่ายงวดต่างๆ เนื่องจากการว่าจ้างมีระยะที่ยาว และอาจส่งผลกระทบต่อบางอย่างได้
-สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ยาก โดยเฉพาะด้านสเปควัสดุก่อสร้างต่างๆ เนื่องจากไม่มีฝ่ายอื่นมาช่วยตรวจสอบงาน ทั้งนี้ผู้ว่าจ้างสามารถจ้างคนตรวจสอบการก่อสร้างมาดูแลเพิ่มได้เพื่อแก้ปัญหานี้ (ผู้รับเหมาที่ไม่เป็นมืออาชีพมักจะหาทางลดสเป็ค หรือลดคุณภาพวัสดุต่างๆ เพื่อลดต้นทุนให้ตัวเองได้ผลตอบแทนที่มากที่สุด)
3.จ้างคนออกแบบ แยกกับคนก่อสร้าง
การจ้างคนออกแบบ แยกกับคนก่อสร้าง หมายถึง การที่ผู้ว่าจ้าง จ้างสถาปนิกให้ออกแบบ และจ้างผู้รับเหมาเพื่อก่อสร้าง
หลายคนอาจสงสัยว่า การสร้างบ้านหลังนึงเล็กๆ
เราจำเป็นต้องมีสถาปนิกด้วยหรือไม่ หรือจ้างแต่ผู้รับเหมาเลยดี?
การมีสถาปนิก นอกจากจะช่วยในเรื่องความสวยงามแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ในการออกแบบ สถาปนิกจะคำนึงถึงการใช้สอย ปัจจัยในการอาศัยอย่างสบาย ทั้งเรื่อง ลม แดด ฝน ต่างๆ ผนวกเข้าด้วยกันกับด้านความสวยงาม และยังเป็นเหมือนคนที่ดึงความต้องการของผู้ว่าจ้างมาออกแบบให้เข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยมากที่สุด อีกทั้งยังสามารถคอยตรวจสอบการก่อสร้างต่างๆ จนแล้วเสร็จ
โดยส่วนมาก สถาปนิก หรือผู้ออกแบบ จะสามารถแนะนำผู้รับเหมาที่เคยทำงานร่วมกันมาได้ โดยอ้างอิงจากผลงานที่ผ่านมาให้แก่ผู้ว่าจ้างได้ (เพื่อความสบายใจของทางผู้ว่าจ้าง ผู้ออกแบบอาจจะหาผู้รับเหมาอย่างน้อย 2 เจ้า เพื่อทำราคาเปรียบเทียบ และให้ทางผู้ว่าจ้างพิจารณาอีกครั้ง) ทั้งนี้ในปัจจุบันบริษัท Turn Key ต่างๆ ก็อาจจะมีสถาปนิกให้บริการเช่นเดียวกันครับ
ข้อดี
-มีคนคอยตรวจสอบ ควบคุมคุณภาพงาน สเป็ควัสดุ เป็นที่ปรึกษา และคอยแก้ปัญหาได้ (ตรวจสอบสัญญาการว่าจ้างออกแบบของสถาปนิกอีกทีก่อนนะครับ)
-ปัญหาหน้างานต่างๆ ที่ส่งผลต่อการออกแบบ หากมีผู้ออกแบบจะสามารถปรับแก้ปัญหาได้ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น หน้างานมีช่องท่อเพิ่มจากผนัง ผู้ออกแบบอาจ ออกแบบให้ตรงส่วนนั้นเป็นชั้นบิลท์ หรือเป็นคิ้วบัวส่วนตกแต่ง แทนการเป็นช่องท่อทั่วไปไม่สวยงาม
ข้อเสีย
-มีขั้นตอนการทำงาน หลายขั้นตอนมากขึ้น เนื่องจากมีหลายฝ่าย
โดยสรุปแล้ว หากท่านใดที่มีแผนกำลังจะสร้างบ้าน ก็ต้องเริ่มจากสำรวจความต้องการต่างๆ ทั้งรูปแบบการใช้งาน การใช้สอย และรูปแบบสไตล์ที่ชอบ ต่อมาจึงกำหนดงบประมาณด้านเงินทุน และกำหนดการด้านเวลา สุดท้ายจึงตัดสินใจเลือกการจ้างวานในแบบที่เหมาะสมกับความต้องการครับ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างบริษัทเดียว หลายบริษัท หรือคุมเองหมด ต่างก็มีข้อดี และข้อเสียต่างๆ ส่วนท่านใดที่กำลังมองหาคนออกแบบบ้าน ทาง mirai design studio พร้อมยินดีที่จะร่วมออกแบบ และสร้างความฝันของคุณให้เป็นจริงไปด้วยกันเสมอครับ 🙂 สนใจติดต่อเราได้เสมอ! คลิกได้เลย









Leave a Review